Tassanai's profileuncle_tazzPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
Public folders ![]() beautiful places
![]() cream
![]() Graduation
![]() i'm crape...cream's brother
![]() LFC Junior
![]() My Bro's Family
![]() My family
![]() My friends' graduation
![]() My neprew and nieces
![]() My new house
![]() my nieces
![]() my nieces n neprew
![]() New crew member
![]() New Year's Eve party
![]() Public
![]() St Louis...Indy
![]() ThanksGiving
![]() Uncle_Tazz in Japan
![]() Uncle_Tazz in the USA
![]() Vegas Trip July 2-
![]() x'mas
![]() รวม สคส. จากในหลวง
uncle_tazzลุงหนุ่มใจดี May 29 The King and Momลูก ๆ ทุกคน...ก็ได้รู้กันแล้วว่า ความหวังของแม่ ..ที่มีต่อลูก 3 หวังคือ ยามแก่เฒ่า หวังเจ้า เฝ้ารับใช้ ยามป่วยไข้ หวังเจ้า เฝ้ารักษา เมื่อถึงยาม ต้องตาย วายชีวา หวังลูกช่วย ปิดตา เมื่อสิ้นใจ ทีนี้...มาดูตัวอย่างบ้าง..บุคคลที่เป็นยอดกตัญญูที่ประทับใจอาจารย์มากที่สุด คือใคร ทราบไหม? คือคนในภาพนี้..ในหลวงของเรา... ในหลวง...นอกจากจะเป็น ยอดพระมหากษัตริย์ของโลก..เป็น THE KING OF KINGS แล้ว ในหลวงของเรา ยังเป็นกษัตริย์ยอดกตัญญูด้วยความหวังของแม่... ทั้ง 3 หวัง ในหลวงปฏิบัติได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดให้แก่พวกเรา ในหลวงทำกับแม่ยังไง ? ตามอาจารย์มา...อาจารย์จะฉายภาพให้เห็น.... หวังที่ 1 ยามแก่เฒ่า..หวังเจ้า..เฝ้ารับใช้... ใครเคยเห็นภาพที่... สมเด็จย่าเสด็จไปในที่ต่าง ๆ แล้วมีในหลวง.. ประคองเดินไปตลอดทาง...เคยเห็นไหม...? ใครเคยเห็น...กรุณายกมือให้ดูหน่อย... ขอบคุณ...เอามือลง ตอนสมเด็จย่าเสด็จไปไหนเนี่ยมีคนเยอะแยะ... มีทหาร...มีองครักษ์ มีพยาบาล.. ที่คอยประคองสมเด็จย่าอยู่แล้ว แต่ในหลวงบอกว่า... "ไม่ต้อง....คนนี้...เป็นแม่เรา .. เราประคองเอง " ตอนเล็ก ๆ แม่ประคองเรา.. สอนเราเดิน หัดให้เราเดิน... เพราะฉะนั้น. ตอนนี้แม่แก่แล้ว... เราต้องประคองแม่เดิน เพื่อเทิดพระคุณท่าน... ไม่ต้องอายใคร... เป็นภาพที่...ประทับใจมาก...เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ท่านกตัญญูต่อแม่.. ประคองแม่เดิน ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ ... สองข้างทาง ฝั่งนี้ 5,000 คน ฝั่งนู้น.....8,000 คน ยกมือขึ้น...สาธุ แซ่ซ้อง..สรรเสริญ "กษัตริย์ยอดกตัญญู..." ในหลวง..เดินประคองแม่.. คนเห็นแล้ว...เขาประทับใจถ่ายรูป...เอามาทำปฏิทิน ...เอาไปติดไว้ที่บ้าน เพื่อแสดงความเคารพ...กราบไหว้... ลองหันมาดูพวกเรา...ส่วนใหญ่ เวลาออกไปไหน แต่งตัวโก้... ลูกชาย..แต่งตัวโก้... ลูกสาว..แต่งตัวสวย... แต่เวลาเดิน...ไม่มีใครประคองแม่ กลัวไม่โก้... กลัวไม่สวย ข้าราชการ...แต่งเครื่องแบบเต็มยศ... ติดเหรียญตรา...เหรียญกล้าหาญ...เต็มหน้าอก...แต่เวลาเดิน... ไม่กล้าประคองแม่...กลัวไม่สง่า...กลัวเสียศักดิ์ศรี... ประคองแม่ ....เป็นเรื่องของ...คนใช้... หลายคน...ให้ประคองแม่.. ไม่กล้าทำ อาย...เวลาทำดี..ไม่กล้าทำ...อาย เวลาทำชั่ว...กล้า....ไม่อาย... ใครเห็นภาพนี้ที่ไหน...กรุณาซื้อใส่กรอบ...แล้วเอาไปแขวนไว้ที่บ้าน...เอาไว้สอนลูก เห็นภาพชัดเจนไหมครับ? เท่านั้น...ยังน้อยไป...มาดูภาพที่ชัดเจนกว่านั้น... หลังงานพระบรมศพสมเด็จย่า...เสร็จสิ้นลงแล้วราชเลขา..ของสมเด็จย่า... มาแถลงในที่ประชุม...ต่อหน้าสื่อมวลชน...ว่า... ก่อนสมเด็จย่า จะสิ้นพระชนม์..ปีเศษ...ตอนนั้นอายุ 93 ในหลวง..เสด็จจากวังสวนจิตร.. ไปวังสระปทุมตอนเย็นทุกวัน ไปทำไมครับ....? ไปกินข้าวกับแม่...ไปคุยกับแม่... ไปทำให้แม่..ชุ่มชื่นหัวใจ...พอเขาแถลงถึงตรงนี้ อาจารย์ตกตะลึง.. โอ้โห....ขนาดนี้เชียวหรือในหลวงของเราเสด็จไปกินข้าวมื้อเย็นกับแม่... สัปดาห์ละกี่วัน...ทราบไหมครับ พวกเราทราบไหมครับ...สัปดาห์ละกี่วัน ? 5 วัน......มีใครบ้างครับ....? ที่อยู่คนละบ้านกับแม่ แล้วไปกินข้าวกับแม่ .. สัปดาห์ละ 5 วัน หายาก......... ในหลวง มีโครงการเป็นร้อย...เป็นพันโครงการ... มีเวลาไปกินข้าวกับแม่..สัปดาห์ละ 5 วัน พวกเรา ซี 7 ซี 8 ซี 9 ร้อยเอก..พลตรี...อธิบดี..ปลัดกระทรวง ไม่เคยไปกินข้าวกับแม่....บอกว่า...งานยุ่ง แม่บอกว่า...ให้พาไปกินข้าวหน่อย.. บอกว่า ไม่มีเวลา จะไปตีกอล์ฟ...ไม่มีเวลาพาแม่ไปกินข้าว... แต่มีเวลาไปตีกอล์ฟ...เห็นตัวเองหรือยัง..? พ่อแม่..พอแก่แล้ว ก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง... ฝนตก...น้ำเซาะ..อีกไม่นานโค่น...พอถึงวันนั้น...เราก็ไม่มีแม่ให้กราบแล้ว... ในหลวงจึงตัดสินพระทัย... ไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน เมื่อตอนที่สมเด็จย่าอายุ 93 สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน ในหลวงไปกินข้าวกับแม่ 5 วัน อีก 2 วัน ไปไหนครับ ....? ดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์...องคมนตรี บอกว่า....ในหลวง...ถือศีล 8 วันพระ ถือศีล 8 นี่ยังไง...? ต้องงดข้าวเย็น...เลยไม่ได้ไปหาแม่...วันนี้เพราะ ถือศีล อีกวันหนึ่งที่เหลือ... อาจจะกินข้าวกับพระราชินี..กับคนใกล้ชิด แต่ 5 วัน....ให้แม่ เห็นภาพชัดแล้วใช่ไหม...? ตอนนี้เราขยับเข้าไปใกล้ๆ หน่อย ไปดูตอนกินข้าว... ทุกครั้ง...ที่ในหลวงไปหาสมเด็จย่า... ในหลวงต้องเข้าไปกราบที่ตัก...แล้วสมเด็จย่า... ก็จะดึงตัวในหลวง...เข้ามากอด..กอดเสร็จก็หอมแก้ม... ใครเคยเห็นภาพสมเด็จย่า..หอมแก้มในหลวงบ้าง...? ภาพนี้...ถ้าใครมี...ต้องเอาไปใส่กรอบ เป็นภาพความรักของแม่...ที่มีต่อลูก..อย่างยอดเยี่ยม ตอนสมเด็จย่า..หอมแก้มในหลวง... อาจารย์คิดว่าแก้มในหลวง...คงไม่หอมเท่าไร ..เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม แต่ทำไม...สมเด็จย่าหอมแล้ว...ชื่นใจ...เพราะท่านได้กลิ่นหอม... จากหัวใจในหลวง หอมกลิ่นกตัญญูไม่นึกเลยว่า...ลูกคนนี้ จะกตัญญูขนาดนี้ จะรักแม่มากขนาดนี้ ตัวแม่เองคือ สมเด็จย่า...ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นคนธรรมดา...สามัญชน...เป็นเด็กหญิงสังวาลย์ เกิดหลังวัดอนงค์...เหมือนเด็กหญิงทั่วไป...เหมือนพวกเราทุกคนในที่นี้ ในหลวงหน่ะ...เกิดมา เป็นพระองค์เจ้าเป็นลูกเจ้าฟ้า ปัจจุบันเป็นกษัตริย์...เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือหัว แต่ในหลวง..ที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน....ก้มลงกราบ..คนธรรมดา.. ที่เป็นแม่ หัวใจลูก...ที่เคารพแม่...กตัญญูกับแม่อย่างนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว...คนบางคน...พอเป็นใหญ่เป็นโต ไม่กล้าไหว้แม่....เพราะแม่มาจากเบื้องต่ำ...เป็นชาวนา.... เป็นลูกจ้าง...ไม่เคารพแม่....ดูถูกแม่...... แต่นี่...ในหลวง เทิดแม่ไว้เหนือหัว... นี่แหละครับความหอม นี่คือเหตุที่สมเด็จย่า...หอมแก้มในหลวงทุกครั้ง... ท่านหอมความดี...หอมคุณธรรม...หอมกตัญญู..ของในหลวง หอมแก้มเสร็จแล้ว...ก็ร่วมโต๊ะเสวย...ตอนกินข้าวนี่... ปกติ...แค่เห็นลูกมาเยี่ยม...ก็ชื่นใจแล้ว... นี่ลูกมากินข้าวด้วย...โอย...ยิ่งปลื้มใจ แม่ทั้งหลาย..ลองคิดดูซิ...อะไรอร่อย ๆ ในหลวงจะตักใส่ช้อนแม่... อันนี้อร่อย...แม่ลองทาน...รู้ว่าแม่ชอบทานผัก... หยิบผักมาม้วน ๆ ใส่ช้อนแม่... เอ้าแม่...แม่ทานซะ...ของที่แม่ชอบ แทนที่จะกินแค่ 3 คำ 4 คำ ก็เจริญอาหาร...กินได้เยอะเพราะมีความสุข ที่ได้กินข้าวกับลูกมีความสุขที่ลูกดูแล....เอาใจใส่... กินข้าวเสร็จแล้ว...ก็มานั่งคุยกับแม่... ในหลวงดำรัสกับแม่ว่าไง...ทราบไหม...? ตอนในหลวงเล็ก ๆ...แม่เคยสอนอะไรที่สำคัญ... "อยากฟังแม่สอนอีก" เป็นยังไงบ้าง...? เป็นกษัตริย์...ปกครองประเทศ... อยากฟังแม่สอนอีก... พวกเรา เป็นยังไง...? เราคิดว่า...เรารู้มาก...เราเรียนสูง... เรามีปริญญา...แม่จบ ป.4 เวลาแม่สอน....ตะคอกแม่ ตวาดแม่ กระทืบเท้าใส่แม่ เบื่อจะตายอยู่แล้ว...รำคาญ.... พูดจาซ้ำซาก...เมื่อไหร่จะหยุดพูดซะที... เราเหยียบย่ำ หัวใจแม่...... พอสมเด็จย่าสอน... ในหลวงจะเอากระดาษมาจด... มีอยู่เรื่องหนึ่ง...ที่จำได้แม่น. สมเด็จย่า...เล่าว่า ตอนเรียนหนังสือที่ Swiss ในหลวงยังเล็กอยู่...เข้ามาบอกว่า..อยากได้รถจักรยาน เพื่อน ๆ เขามีจักรยานกัน แม่บอกว่า...ลูกอยากได้จักรยาน... ลูกก็เก็บสตางค์...ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้ซิ... เก็บมาหยอดกระปุก..วันละเหรียญ...สองเหรียญ พอได้มากพอ...ก็เอาไปซื้อจักรยาน... นี่คือสิ่งที่แม่สอน... แม่สอนอะไร..ทราบไหมครับ...? ถ้าเป็นพ่อแม่บางคน... พอลูกขอ...รีบกดปุ่ม ATM ให้เลย ประเคนให้เลย..ลูกก็ฟุ้งเฟ้อ...ฟุ่มเฟือย...เหลิง...และหลงตัวเอง พอโตขี้น...ขับรถเบนซ์ชนตำรวจ...ก็ได้... ยิงตำรวจ...ยังได้..เพราะหลงตัวเอง..พ่อกูใหญ่ เห็นไหม.....? ตามใจเทิดทูนจนเสียคน... แต่สมเด็จย่านี่...เป็นยอดคุณแม่..สร้างคุณธรรมให้แก่ลูก.. ลูกอยากได้..ลูกต้องเก็บสตางค์ที่แม่ให้...ไปหย่อนกระปุก... แม่สอน 2 เรื่อง คือ...ให้ประหยัด....ให้ยืนอยู่บนขาของตัวเอง "ความประหยัด...เป็นสมบัติของเศรษฐี" ใครสอนลูกให้ประหยัดได้.. คนนั้นกำลังมอบความเป็นเศรษฐีให้แก่ลูก พอถึงวันปีใหม่..สมเด็จย่าก็บอกว่า... "ปีใหม่แล้ว...เราไปซื้อจักรยานกัน.." เอ้า...แคะกระปุก..ดูซิว่ามีเงินเท่าไร...? เสร็จแล้ว...สมเด็จย่าก็แถมให้... ส่วนที่แถมนะ...มากกว่าเงินที่มีในกระปุกอีก... มีเมตตา...ให้เงินลูก...ให้...ไม่ได้ให้เปล่า...สอนลูกด้วย...สอนให้ประหยัด สอนว่า...อยากได้อะไร...ต้องเริ่มจากตัวเรา... คำสอนนั้น...ติดตัวในหลวงมาจนทุกวันนี้.... เขาบอกว่า..ในสวนจิตรเนี่ย... คนที่ประหยัดที่สุด...คือ...ในหลวง... ประหยัดที่สุด..ทั้งน้ำ..ทั้งไฟ... เรื่องฟุ้งเฟ้อ..ฟุ่มเฟือย...ไม่มี... เป็นอันว่า...ภาพนี้..ชัดเจน.. หวังที่ 2. ยามป่วยไข้...หวังเจ้า..เฝ้ารักษา ดูว่าในหลวง ทำกับแม่ยังไง...? สมเด็จย่า..ประชวร อยู่ทีโรงพยาบาลศิริราช.. ในหลวงไปเยี่ยม..ตอนไหนครับ..? ไปเยี่ยมตอน ตี 1 ตี 2 ตี 4 เศษๆ..จีงเสด็จกลับ.. ไปเฝ้าแม่วันละหลายชั่วโมง... แม่...พอเห็นลูกมาเยี่ยม..ก็หายป่วยไปครึ่งหนึ่งแล้ว.. ทีมแพทย์ที่รักษาสมเด็จย่า.. เห็นในหลวงมาเยี่ยม มาประทับ ก็ต้องฟิต...ตามไปด้วย ต้องปรึกษาหารือกันตลอดว่า..จะให้ยายังไง...จะเปลี่ยนยาไหม..? จะปรับปรุงการรักษายังไง...ให้ดีขึ้น... ทำให้สมเด็จย่า..ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น... เห็นภาพไหม...? กลางคืน ....ในหลวงไปอยู่กับสมเด็จย่า... คืนละหลายชั่วโมง..ไปให้ความอบอุ่นทุกคืน ลองหันมาดูตัวเราเองซิ...ตอนพ่อแม่ป่วย..โผล่หน้าเข้าไปดูหน่อยนึง ถามว่า...ตอนนี้..อาการเป็นยังไง....? พ่อแม่...ยังไม่ทันตอบเลย ฉันมีธุระ งานยุ่งต้องไปแล้ว.... โผล่หน้าไปให้เห็น... พอแค่เป็นมารยาท..แล้วก็กลับ.. เราไม่ได้ไปเพราะความกตัญญู... เราไม่ได้ไปเพื่อทดแทนพระคุณท่าน........น่าอายไหม...? ในหลวง...เสด็จไปประทับกับแม่... ตอนแม่ป่วย....ไปทุกวัน...ไปให้ความอบอุ่น... ประทับอยู่วันละหลายชั่วโมง...นี่คือ...สิ่งที่ในหลวงทำ คราวหนึ่ง...ในหลวงป่วย...สมเด็จย่า...ก็ป่วย.. ไปอยู่ศิริราช..ด้วยกัน..อยู่คนละมุมตึก.. ตอนเช้า..ในหลวงเปิดประตู...แอ๊ด......ออกมา... พยาบาลกำลังเข็นรถสมเด็จย่า..ออกมารับลมผ่านหน้าห้องพอดี ในหลวง..พอเห็นแม่.. รีบออกจากห้อง..มาแย่งพยาบาลเข็นรถ มหาดเล็ก...กราบทูลว่า ไม่เป็นไร.. ไม่ต้องเข็นมีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว ในหลวงมีรับสั่งว่า.....แม่ของเรา.... ทำไมต้องให้คนอื่นเข็น.... เราเข็นเองได้... นี่ขนาดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน...เป็นกษัตริย์....ยังมาเดินเข็นรถให้แม่ ยังมาป้อนข้าว...ป้อนน้ำให้แม่...ป้อนยาให้แม่ ให้ความอบอุ่นแก่แม่....เลี้ยงหัวใจแม่... ยอดเยี่ยมจริง ๆ... เห็นภาพนี้แล้ว.....ซาบซึ้ง..... มาตามดูต่อ..... หวังที่ 3. เมื่อถึงยาม...ต้องตาย...วายชีวา... หวังลูกช่วย..ปิดตา.......เมื่อสิ้นใจ... วันนั้น... ในหลวง..เฝ้าสมเด็จย่า อยู่จนถึงตี 4 ตี 5 เฝ้าแม่อยู่ทั้งคืน...จับมือแม่..กอดแม่...ปรนนิบัติแม่... จนกระทั่ง.."แม่หลับ..." จึงเสด็จกลับ... พอไปถึงวัง...เขาโทรศัพท์มาแจ้งว่า...สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์... ในหลวง..รีบเสด็จกลับไป..ศิริราช... เห็นสมเด็จย่า..นอนหลับตาอยู่บนเตียง.. ในหลวงทำยังไงครับ......? ในหลวงตรงเข้าไป....คุกเข่า.... กราบลงที่หน้าอกแม่....พระพักตร์ในหลวง...ตรงกับหัวใจแม่... "ขอหอมหัวใจแม่...เป็นครั้งสุดท้าย......" ซบหน้านิ่ง....อยู่นาน... แล้วค่อย ๆ...เงยพระพักตร์ขึ้น.... น้ำพระเนตรไหลนอง...... ต่อไปนี้....จะไม่มีแม่ให้หอมอีกแล้ว.... เอามือ...กุมมือแม่ไว้ มือนิ่ม ๆ...ทีไกวเปลนี้แหละ ที่ปั้นลูก...จนได้เป็น กษัตริย์...เป็นที่รักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง... ชีวิตลูก...แม่ปั้น...มองเห็นหวี....ปักอยู่ที่ผมแม่.... ในหลวงจับหวี...ค่อย ๆ หวีผมให้แม่...หวี...หวี...หวี....หวี...ให้แม่สวยที่สุด.... แต่งตัวให้แม่...ให้แม่สวยที่สุด...ในวันสุดท้ายของแม่.... เป็นภาพที่ประทับใจอาจารย์ที่สุด.... เป็นสุดยอดของลูกกตัญญู... หาที่เปรียบไม่ได้อีกแล้ว.... กษัตริย์...ยอดกตัญญู ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ March 30 ฝันให้ไกล ไปให้ถึงตอน 2แหม ได้เวลามานั่งบรรยายธรรมอีกแล้ว มีคนแอบแซวว่าลุงถือศีล 5 ข้อ 3 ไม่แน่ใจว่าถือรึป่าว ว่าแต่ข้อ 3 มันคืออาไรหว่า มะเป็นราย เดี่ยวค่อยหาคำตอบทีหลัง เอาเป็นว่าเริ่มจากคนที่คิดว่าภาษาอังกฤษตัวเองไม่ได้ความเสียเลย ดูลุงเป็นตัวอย่างดิ มาอเมริกาครั้งแรกตอนที่บริษัทส่งมาทำงานพูดภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ ออกจากดอนเมืองก็ใบ้กินเลย ไม่ได้พูดกะใครจนน้ำลายบูด โชคดีที่มีนิ้วพอที่จะชี้อาหารที่จะกินได้ อิอิ บอกตามตรงว่าคุยกะใครไม่รู้เรื่องจริงๆ พอดีว่าเป็นคนที่อัธยาศัยดีอาศัยยิ้มสู้อย่างเดียว พอเดือนที่ 3 ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ค่อยเก่งเท่าไร เพราะว่าเบสิกไม่ดี พอถูกเรียกตัวกลับเมืองไทยก็รู้สึกเสียดาย เพราะเริ่มชอบที่นี่แล้ว เลยตั้งใจว่าจะต้องเก็บเงินแล้วมาเรียนต่อที่อเมริกาให้ได้ พอเก็บเงินได้ประมาณ 400000 บาทก็ลาออกเลย "เมื่อ 6 ปีที่แล้ว วันที่ 10 มีนาคม 2001 มุ่งมั่นตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องมีร้านอาหารเป็นของเราเองให้ได้ หรืออย่างน้อยต้องได้ ป โท กลับบ้านถ้าไม่มีร้านของเราเอง โชคดีที่ได้ทั้งสองอย่าง แต่อย่างว่า ไม่มีอะไรที่ได้มาอย่างง่ายๆ ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ลุงต้องทำงานหนักตลอด ทั้งเรียน Full time กับ ทำงาน Full time ไม่มีวันหยุด " ชีวิตที่นี่เริ่มจากเงิน 400000 บาท ที่ขอยืมมาจากแม่ พี่สาว และก็เงินเก็บของเราตอนทำงานที่เมืองไทยตลอด 3 ปี กะ 8 เดือน หักค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายจิปาถะก็เหลือเงินติดตัว 8200 เหรียญ ไปเรียนภาษาที่ เมือง Eugene รัฐ Oregon ค่าเรียนเทอมแรก 3000 เหรียญ ค่าใช้จ่ายตลอดเทอม ประมาณ 4 เดือนก็ประมาณ 3000 เหรียญ หางานทำไม่ได้ เงินที่เหลือแค่ 2200 ก็ไม่พอลงเรียนเทอมใหม่ด้วย ตอนนั้นรู้สึกเครียดมาก ความฝันที่วาดเอาไว้ทำไมมันช่างขุ่นมัวอะไรอย่างนี้ เคยคิดว่าคงต้องอยู่แบบโรบินฮู๊ด เพราะว่า เงินใกล้หมดแล้ว ไม่พอเรียน งานก็ไม่มีเสียด้วย ลุงอยู่กับโฮสแฟมมิลี่ เขาก็รู้ว่าเรามีปัญหา เลยบอกว่าให้เราอยู่ฟรี แต่ต้องทำงานเป็นการตอบแทน เราเองไม่เกี่ยงอยู่แล้ว งานอะไรเราก็ทำได้ โชคยังเข้าข้างที่เจอกับหลานน้าเจ้าของร้านที่ไปดูงานที่โอเรกอน เขาบอกว่าน้าจะเปิดร้านใหม่ต้องการคนครัว โอกาสมาแล้วครัวก็คนครัวอ่ะนะ เลยบินข้ามรัฐมาซะครึ่งประเทศปลายทางอยู่ที่เมือง Omaha รัฐ Nebraska จ่ายค่าเดินทางแล้วเหลือเงิน 1800 เหรียญ น้อยมากสำหรับเงินแค่นี้กับชีวิตต่างแดน เริ่มงานด้วยการเป็นคนทำอาหารทำอยู่ได้สองวัน น้าเขาเห็นเราน่าจะเอาดีทางด้านต้อนรับลูกค้าหน้าร้านมากกว่า เลยโยกให้มาทำงานเสริฟหน้าร้านแทน ชีวิตมันก็เริ่มพลิกผันก็ตอนนั้น เพราะว่าเราไม่ต้องทำอาหารก็มีเวลาไปเรียน แต่ก็ติดที่เวลาเรียนดันตรงกับเวลางานอีก เครียดมาก เพราะไม่อยากเสียโอกาสทำงาน ก็เลยลองไปสอบโทเฟิลดู โรงเรียนที่ลุงเรียนเป็นแค่ระดับ เทียบแค่ ปวส เขาเลยต้องการสกอร์แค่ 480 ลุงเลยลองไปสอบดู โชคดีที่ได้คะแนนคาบเส้น 480 สำหรับคนที่จะมาเรียนที่นี่ ป โท ต้องได้คะแนน 550 นะครับ พอสอบผ่านก็ได้เรียนโปรแกรม แบบเส้นยาแดงผ่าแปดพอดี คราวนี้ก็เลยได้ทำงานฟูลไทม์ และเรียนฟูลไทม์ตลอด เหนื่อยมากเลย อืม วกกลับไปตอนย้ายมาที่นี่ใหม่ก่อนดีกว่า ตอนนั้นรถราก็ไม่มีไปไหนมาไหนต้องเดินเอา เงินไม่พอซื้อรถน่ะ กะว่าทำงานสักเดือนแล้วค่อยซื้อรถ จะนั่งรถเมล์ก็เสียดายตังค์ ไปกลับก็ 2 เหรียญ ตอนนั้นเงินทุกเพ็นนีมีค่าสำหรับลุงมาก ยอมเดินตากแดด หอบของเป็นสิบๆกิโล เดินประมาณ 3-4 กม ไปกลับจากอพาร์ตเม้นท์ถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตน่ะ เงินเดือนครึ่งเดือนแรกออกมา 600 เหรียญ ก็เลยไปหาซื้อรถมินิแวน เห็นเขาประกาศขายอยู่ 2200 ก็เลยลองต่อเขาเหลือ 1900 เหรียญ โชคดีที่เขายอมขายให้ หักค่าภาษี ค่าประกันชั้นสาม แล้วก็ค่าโน่นค่านี่เหลือเงินติดบัญชี แค่ 700 เหรียญ ลงทะเบียนเรียนเสีย 650 เงินติดตัวสุดท้ายแค่ 50 เหรียญ แต่โชคดีที่มีรายได้เข้ากระเป๋าทุกวันจากการเป็นเด็กเสริฟ ช่วงที่มาใหม่ๆ ร้านอาหารไทยที่นี่มีไม่กี่ร้าน ก็เลยมีลูกค้าแยะมาก เดือนนึงได้อย่างน้อย 2000 เหรียญ บวกกับลุงไม่ได้เที่ยว ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายเพราะว่าต้องการเก็บเงินเอาไว้เรียนต่อ ปโท ปีแรกก็มีเงินเก็บประมาณหมื่นเหรียญ หักค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าเล่าเรียน ไม่เลวเลยใช่ไหม เก็บหอมรอมริบเริ่มจากเงินแค่ 50 เหรียญ สามปีแรกลุงส่งเงินกลับบ้านไปใช้หนี้แม่กะพี่สาว รวมทั้งเงินจัดงานแต่งงานน้องชายทั้งหมดเป็นล้านน่ะ ก้รู้สึกภูมิใจเหมือนกันนะที่ลุงทำได้
นอกจากงานเสริฟ ลุงก็รับทำงานเล็กๆน้อยๆ ทาสีบ้าง เก็บกระป๋องน้ำอัดลมไปขายบ้าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งเป็นเด็กส่งพิซซ่าก็ทำมาแล้ว ต้องขอบอกว่าส่งพิซซ่านี่สนุกสุด และรายได้ก็เป็นกอบเป็นกำมากที่สุด ที่ไปส่งพิซซ่าก็ทำหลังจากเสร็จงานจากร้านไทยแล้ว ก็ไปส่งพิซซ่าจาก 4 ทุ่ม ถึง ตี 2 เงินดีมากๆ ชั่วโมงละไม่ต่ำกว่า 20 เหรียญ แต่ก็ไม่ใช่งานง่ายนะ สำหรับชาวต่างชาติอย่างลุง เพราะว่าถนนหนทางมันไม่คุ้นนี่นา อาทิตย์แรกนี่หลงตลอด บางที่ก็ไปไม่ถูก แล้วก็ขับตอนกลางคืนเสียด้วย มองบ้านเลขที่ยากมาก เดือนแรกแทบจะลาออกเลยหล่ะ เพราะว่าเริ่มงานหน้าหนาว หิมะตกแทบทุกวัน คิดดูสภาพที่ลุงไม่คุ้นทาง ถนนก็ลื่น บางทีเราเดินลงจากรถเพื่อไปส่งพิซซ่า หาตึก หาห้องไม่เจอ ต้องเดินถ์อกกระเป่าพิซซ่าเดินหาห้อง หนาวติดลบเลยล่ะ ตอนนั้นโทรศัพท์มือถือก็ไม่มี หลงก็คือหลง หรือไม่ต้องขับรถหาโทรศัพท์หยอดเหรียญโทรถามทาง บอกตรงๆ ว่าไม่เคยทำงานอะไรที่ทรมานเท่ากับส่งพิซซ่าตอนหน้าหนาวอีกแล้ว แต่ขอบอกอย่างว่าพอพ้อนเดือนแรกไป บวกกับมีโทรศัพท์คอยโทรหาลูกค้าตอนหลง งานส่งพิซซ่าจะเป็นงานที่ง่ายมาก และก็ค่าตอบแทนดีมาก ทำงานแลกกับทิปมันก้สนุกดี เพราะใช่ว่าจะได้ทิปเสมอไป บางทีก็ไม่ได้ วันไหนดวงไม่ดีก็ได้น้อยหน่อย เคยมีเพื่อนได้ทิปเป็นทีวีมือสอง ขนาด 32 นิ้ว เพราะว่าเจ้าของเขากำลังจะไปซื้อทีวีจอแบนพอดี บางคนก็ได้ทิปเป็น 100 เหรียญ สำหรับการส่งพิซซ่าราคาแค่ 20 เหรียญ ลุงเคยได้มากสุดก็แค่ 20 เหรียญ จากลุงค้าขี้เมา งานส่งทำให้รู้รู้จักชิวิตที่นี่มากขึ้น ได้เจออะไรมากมาย ลูกค้าห่วยๆ โทรมาหลอกกินฟรีก็แยะ นึกแล้วก็ขำที่บางทีคนไทยเรายกย่องฝรั่งกันนักกันหนา อิอิ ฝรั่งที่ไม่ดีก็แยะพอๆกันหล่ะ เลิกยกย่องพวกเขากันเหมือนเทวดาได้แล้วจ้า เด็กส่งพิซซ่าได้ประสบการณ็ตลกแยะ มีครั้งนึงประมาณตี 1 ครึ่ง (ร้านลุงปิดตี 2) ก็ล้างจานเก็บกวาดร้าน กำลังถูพื้นอยู่ดีๆ ก็มีเสียงเคาะประตูกระจกป๊อกๆๆๆ เราก็นึกว่าลูกค้าที่เพิ่งเลิกกินเหล้าจากบาร์ข้างๆมาขอซื้อพิซซ่าหันไปดู โอ้วพระแม่เจ้า สาวสวยผมบรอนด์ตัวเล็กหุ่นดีเล่นมา flash ต่อหน้าต่อตาลุงเลย Flash หมายถึงเปิดหน้าอกโชว์น่ะ โอว พระเจ้าจ๊อดมันยอดมาก ไม่เคยเห็นอะไรจะๆขนาดนี้ ด้วยความที่เรารักเจ้านายก็เลยตธโกนเรียกเจ้านายมาดูด้วย แต่พอเจ้านายมา สาวเจ้าก็เดินหนีไป พอเจ้านายไปหลังร้านเขาก็เดินมาใหม่ แล้วก็ flash อีกครั้งตานี้ค้างไว้นานเลย เล่นซะลุงตาค้าง ตะโกนเรียกเจ้านายมาดูเค้าก็เดินหนีไปอีก อิอิ ครั้งที่สามเลยไม่เรียกแล้ว เขาคงอยากให้ลุงดูคนเดียว พอเจ้านายไปหลังร้านคราวนี้เค้าเปิดมินิเสกิตโชว์ก้นงอนๆ เลย ลุงงี้แทบศีลขาดแน่ะ อืม ลืมบอกไปว่าลุงเองก้ทำพิซซ่าเป็นนะ เหมือนมือโปรเลยหล่ะ เป็นเด็กส่งพิซซ๋าคนเดียวที่ทำเป็น และได้รับอนุญาติให้ทำ เพราะว่าเจ้านายไว้ใจและสอนลุงด้วยตัวเขาเอง เพราะว่าลุงเป้นคนที่รับผิดชอบงานลุงเต็มที่ และทำงานทุกอย่างแม้จะไม่ใช่หน้าที่ลุง มันอยู่เฉยๆก็เบื่อน่ะ เจ้านายไว้ใจลุงมากขนาดให้ตำแหน่ง GM เลย จริงแล้วไม่มีเด็กส่งที่ไหนเขาได้เป็นหรอก เพราะมันเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆด้วย เพราะว่าสามารถใช้พาสเวิดของ GM แก้ราคาออเดอร์ หรือเพิ่มค่าชั่วโมงตัวเองได้เลยหล่ะ ที่ยกตัวอย่างมาก็แค่อยากบอกว่า คนเราถ้าขยัน และซื่อสัตย์สุจริตเจ้านายก็จะรักและไว้ใจเราเองล่ะ ใครที่ทำดีแล้วเจ้านายมองไม่เห็นความดีก็อย่าท้อแท้ สักวันก็ต้องได้ดีล่ะน่ะ
เหมือนกับลุงที่ได้มีร้านอาหารเป็นของลุงเองก็เพราะว่าเจ้านายไว้ใจว่าเราเชื่อถือได้ เขาจึงยอมขายให้ลุงแบบผ่อนน่ะ อย่างว่าน่ะความเชื่อถือในตัวคนมันไม่ได้มาอย่างง่ายๆหรอก คนเราต้องเสมอต้นเสมอปลาย ลุงเองก็ทุ่มเทกับร้านมาก จะมีบ้างบางทีที่ขัดกันทางความคิด แต่เจ้าของร้านก็ต้องเป็นใหญ่อยู่ดี แต่เราก็ยังให้ความเคารพกับน้าๆ เจ้าของร้านอยู่ดี โห โม้มากไปหน่อยจะตีหนึ่งล่ะ เด่วค่อยมาเขียนให้อ่านใหม่คราวหน้านะ ตอนนี้ขอพักออกอากาศทำบัญชีเงินเดือนให้น้องๆก่อน จะสิ้นเดือนแล้ว อิอิ ตอนเราเป็นลูกจ้างก็บ่นว่าทำไมไม่สิ้นเดือนซะที แต่ตอนนี้มาเป็นเจ้านาย แหม ก็บ่นอีก...ทำไมมันสิ้นเดือนเร็วจังวะ หุหุหุ แล้วค่อยมาต่อใหม่คราวหน้าละกัน March 24 ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึงช่วงนี้หลานๆ ของลุงมาปรึกษาปัญหาชีวิต ทั้งการเรียน กาวงาน การเงิน และครอบครัวกันไม่ขาดสาย เอาเป็นว่าลุงขอให้ทุกคนก้าวผ่านพ้นมรสุมชีวิตให้ได้อย่าท้อแท้ อย่าคิดว่าทำไมชีวิตเราถึงได้ลำบากเช่นนี้ อย่าไปมองมุมนั้นแล้วมาบั่นทอนจิตใจของเราเอง ลองหันไปดูคนอื่นที่เขาแย่ หรือว่ามีโอกาสน้อยกว่าเราสิ เราน่ะดีถมเถไปแล้วใช่ไหม
ลุงเองตอนนี้อายุก็ปาเข้าไป 33 ขวบแล้ว (ลุงหนุ่มใจดีงัย) อย่างใช้พื้นที่ตรงนี้เผยถึงชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของลุงมาให้หลานๆ ได้อ่านกัน จะได้เป็นกำลังใจให้ลุกขึ้นสู้ และอย่ายอมแพ้กับอุปสรรคที่เกิดขึ้น
ลุงเองก็ไม่ได้เกิดมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยอะไร ชีวิตในวัยเด็กค่อนข้างจะยากจนขัดสนด้วยซ้ำ ไม่กินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพตืด และ การพนันรวมไปถึงอบายมุขทั้งหลาย
สาเหตุที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนันเพราะว่าคลุกคลีกับมันมาตั้งแต่เด็ก เห็นหลายครอบครัวต้องแตกแยกก็เพราะการพนัน รวมถึงครอบครัวลุงเองด้วย
ในวัยเด็ก ลุงไม่เคยคิดว่าลุงมีครอบครัวที่อบอุ่น แม้ว่าจะมีทั้งพ่อแม่พี่น้องพร้อมหน้า เหตุที่ทั้งพ่อและแม่เลิกทำมาหากินแล้วติดการพนัน เป็นจุดเริ่มต้นของความแตกแยก ทะเลาะเบาะแว้ง ใครมี่ตอนนี้เป็นทาสการพนันก็จงเลิกเสียเถอะ แล้วหันมาทำมาหากินอย่างสุจริตดีกว่า
ผลพวงจากที่ลุงคิดว่าครอบครัวลุงในวัยเด็กไม่อบอุ่น เห็นครอบครัวเพื่อนๆ เขามีความสุข ช่วยกันทำมาหากิน ลุงเองก็รู้สึกน้อยใจ และแอบอิจฉาครอบครัวของเพื่อนสนิทในวัยเด็กเล็กน้อย ที่เห็นพ่อ แม่ ลูก รักกันดี จนมาวันหนึ่งที่พ่อของเพื่อนคนนั้นเริ่มกินเหล้า และควบคุมสติตัวเองไม่ได้ บ่อยเข้าก็ทำร้ายครอบครัว และลูก นั่นแหละเป็นที่มาที่ไปของสาเหตูที่ลุงไม่กินเหล้า ใครมี่ตอนนี้เป็นทาสสุราหรือของมึนเมาก็จงเลิกเสียเถอะ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า
ส่วนบุหรี่นี่หรอ ที่ไม่สูบก็เพราะว่าเห็นพ่อของลุงสูบมาตั้งแต่ไหนแต่ไร คิดไปเองว่าที่ลุงไม่มีค่าขนมเหมือนเด็กคนอื่นๆ ก็เพราะว่าพ่อเอาเงินไปซื้อบุหรี่หมด อย่างว่าความคิดของเด็ก แต่ก็ดีใจที่ตอนนี้พ่อเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาดมาได้ 7 ปีกว่าแล้ว เห็นว่าก่อนเลิกสูบถึงวันละ 4 ซอง ถ้าใครที่พยายามเลิกบุหรี่ แต่คิดว่าทำไม่ได้ เพราะว่าเราติดมาก คิดใหม่ได้ เพราะว่า พ่อลุงเองสูบมากว่า 40 ปี ยังเลิกได้ ไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรพรหมหน้าไหนก็ต้องเลิกได้ ยังงัยก็ต้องหนักแน่นหน่อย อยู่ที่ใจเราเองถ้าคิดจะเลิก
เอาชีวิตย่อๆ ในวัยเด็กของลุงไปอ่านดูก็แล้วกัน แต่ลุงก้ไม่ได้คิดว่ามันแย่อะไรมากมาย เพราะว่าเพื่อนๆ ของลุงที่ความเป็นอยู่แย่กว่านั้นมีอีกมากมาย ตอนเด็กจำได้ว่าเราจนมาก พี่น้อง 5 คนเติบโตมาแบบปากกัด เท้าถีบกันทุกคน ถึงจะมีทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างวันละสามเวลาหลังอาหาร แต่ก็ยังรักกันดี ลุงจำได้ว่าขนาดข้าวสาร หรือว่าอาหารยังต้องค้างเงินเขาเป็นเดือนเป็นปี ก๋วยเตี๋ยว 1 ถุง ยังต้องเอามาคลุกข้าวเย็นแบ่งกันกินเลย เสื้อผ้านักเรียนก็ต้องรับบริจาคมาจากญาติๆ นานๆทีจะได้มีเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่กับเขาเสียที จำได้ว่าเสื้อผ้าทุกตัวต้องเลาะเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโรงเรียน ปกเสื้อนี่ก็ปะแล้วปะอีก คือประมาณว่าประเสียจนมองไม่เห็นสภาพเดิมของมันแล้ว กางเกงนักเรียนก็ก้นขาดยุ่ยๆ ปะเป็นสิบๆ รอบได้มั้ง ไม่เคยได้ใส่เสื้อผ้าที่พอดีตัว เพราะว่าลุงตัวเล็กมากในตอนเด็ก คนที่เขาเอาเสื้อผ้ามาให้ ส่วนใหญ่ก็อยู่ดีกินดี ตัวเลยใหญ่ ใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่ ไปเรียนหนังสือก็เดินเท้าเปล่าไปโรงเรียน อย่างรองเท้าแตะแบบหูหนีบก็ต้องเอาเชือกร้อยเอาเพราะว่ามันหลุดแล้วหลุดอีก ตลกดีเหมือนกัน ไม่รู้สิ ชีวิตมันช่างขัดสนจริงๆนี่นา
ถึงว่าจะลำบากอย่างไร ลุงเองก็รักพ่อแม่พี่น้องของลุงมาก ไม่คิดน้อยเนื้อต่ำใจอะไร แต่ก็ไม่ค่อยได้แสดงออกให้พวกเขารู้ว่าลุงรักพวกเขามากขนาดไหน พ่อแม่ลุงถึงแม้จะยากจนยังงัยก็ยังกัดฟันส่งลุงให้เรียนจนสูง พ่อแม่เคยบอกว่า ชีวิตนี้ให้อะไรเราไม่ได้มาก แต่จะให้การศึกษากับลูกๆ ทุกคน
ไม่อยากจะเล่าถึงความซน (เลว) ในวัยเด็ก เอาเป็นว่าทุกวันจันทร์ลุงทัศของหลานๆ จะถูกคุณครูเรียกไปตีต่อหน้าเพื่อนๆ หน้าเสาธงเป็นประจำ เคยโดนคุณครูไล่ออกจากห้องเรียนตั้งแต่ ป 3 บางทีก็เอาไพ่ไปเล่นหลังห้องน้ำ เอาพลุไปจุดใส่บ้านพักครูตอนกลางดึก จนครูต้องออกมาล่า ต้องวิ่งหนีเข้าป่าอ้อย จนเนื้อตัวถลอกปอกเปลือกไปหมด เอาน่าคนเราต้องมีอะไรที่ไม่ดีกันบ้าง แต่อย่างน้อยให้มีจิตสำนึกว่าอะไรที่เคยทำเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควร และรู้จักสำนึกผิด และรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำลงไปก็พอแล้ว จริงไหม
แหม เยิ่นเย้อกับบทนำมากไปหน่อยแล้วนี่ เอาเป็นว่าขอเข้าเรื่อง "ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึง" กันเลยดีกว่า
เชื่อไหมว่าตอนที่ลุงลำบากมากๆในวัยเด็ก แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องการศึกษา ถึงจะไม่เป็นคนที่เรียนเก่งอะไรมากมาย แต่ก็เอาตัวรอดได้ตลอด เคยคิดว่าเรียนจบแค่วุฒิ ปวส ทางช่างไฟ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว คงมีเงินเดือนหาเลี้ยงตัวเอง และเลี้ยงพ่อแม่ได้บ้าง ตอนนี้ช่างไฟ ปวส เงินเดือน ประมาณ 8000 บาท ถือว่ามากแล้วสมัยนั้น บังเอิญว่าตอนไปฝึกงานเห็นพวกวิศวกร วันๆ ไม่ต้องทำอะไร แถมได้เงินมากกว่าตั้งเท่าตัว เลยตั้งมั่นว่าจะต้องเรียนวิศวกรให้ได้ แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ สมองก็แค่ปานกลาง เลยสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐบาลไม่ได้ เลยต้องเรียนที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง (ม.เทคโนโลยีมหานคร) แต่ก็ภูมิใจในสถาบันที่ลุงจบการศึกษาออกมา และก็ภูมิใจที่มี พ่อและแม่ที่คอยส่งเสบียงกระสุนดินดำและเงินค่าเทอมถึงแม้ว่ามันจะแพงแสนแพงขนาดไหน ซึ่งตอนนั้นเงินหมื่นสำหรับครอบครัวลุงก็ถือว่าแยะมากๆแล้ว กัดฟันเรียนไปเล่นไปจนกระทั่งจบและได้เข้าทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในแหลมฉบัง ชลบุรี ชื่อบริบัท Celestica ลืมไปว่าลุงเกิดที่ บ้านบึง ชลบุรี ดีใจมากที่ได้ทำงานในจังหวัดบ้านเกิด ทำงานในตำแหน่ง Test Engineer มาได้ 3 ปีครึ่งมั้ง ช่วงที่ทำงานมีโอกาสได้มาทำงานที่สาขา San Jose, แคลิฟอเนีย อยู่ประมาณ 7-8 เดือน ตอนที่อยู่ที่อเมริกาก็ตั้งความฝันเอาไว้ว่าเราจะต้องมาทำมาหากิน ตั้งเนื้อตั้งตัวในอเมริกาให้ได้ พอถูกเรียกตัวกลับเมืองไทย เลยรีบเก็บเงินเบทองเพื่อที่จะมาสานความฝันของลุงให้ได้
แหม วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า ง่วงนอนแล้ว เด่วค่อยมาเล่าต่อว่ากว่าจะมีวันนี้ของลุง มันช่างยากเย็นยังงัย ไว้พอกันใหม่ตอนหน้าละกัน... January 07 The Best Thai Food in Omaha. My restaurant's review from Omaha World -Herald
Tassanai Kiatkaiwansiri took over the Thai Pepper near 120th and Q Streets in August 2006, but he was not a newcomer to the restaurant. He joined the staff in 2001, working as a waiter, a chef and a manager before buying the place.
Although he has made some changes, and plans more, Tas's Thai Pepper - the restaurant's new name - is very similar to the Thai Pepper owned and run by the Kay family. The décor is all but the same. Kiatkaiwansiri has painted the exterior yellow, and the walls behind the checkout counter red. He's added some new art to the walls, and a Thai Buddha sits at the door to the kitchen. Most dishes are unchanged.
The appetizers include a spicy Thai chicken lettuce wrap ($6.95). The minced chicken, red from the spices, was flavored with cilantro, onion and ground peanuts. It was served with an even spicier chili sauce and leaves of crisp, cool lettuce. You ladle the chicken mix into the lettuce, wrap it up like a burrito and eat it. The leaves were firm enough to hold together while we were eating, not always the case. We also tried the chicken satay ($6.95), chicken breast slices grilled on bamboo skewers, served with a slightly spicy peanut sauce and a tart cucumber relish. The chicken is marinated in herbs including lemon grass and garlic. Kiatkaiwansiri also let me try a barbecued pork satay he plans to add to the menu this weekend. The pork is chargrilled and served en brochette, marinated in coconut and herbs, and served in a thin pool of honey-chili sauce. Other new menu additions, some already available, are pattaya chicken, a salmon salad and a fisherman's hot and sour soup (shrimp, mussels and calamari in a hot and sour broth with lime juice, mushrooms, lemon grass, chili, tomatoes and zucchini.) The Chiangmai dinner ($12.50), a traditional northern Thai meal, is bite-sized chunks of grilled white-meat chicken, served with mildly spicy honey-chili sauce, a cold papaya salad, and a ball of sticky rice (served in a bamboo basket). Dipped in the sauce, the chicken was deliciously moist, and the honey-chili mix gave it a sweet zing. The Thai pepper steak ($9.95) is grilled beef slices sautéed with onions and bell peppers in a light soy sauce, served with a side of rice, a small salad and a crisp, thin brown cracker of fried won ton dough. (This was especially tasty dipped in the honey-chili sauce.) The ginger chicken ($8.75) is stir-fried chicken with fresh ginger, mushrooms, bell peppers, onion and green onion. The name is no lie - the acerbic ginger flavor was very powerful. You can soothe your taste buds with Thai iced tea, which is Thai tea in a mix of sugar and condensed milk. It's thick and refreshing. Kiatkaiwansiri's garlic chicken ($8.75) is a new menu item that has proved popular. The chicken is stir-fried with green onions, black pepper and Kiatkaiwansiri's own garlic sauce. It's served with steamed rice. The chicken in this pungent dish was particularly good - lean white meat without a lot of fat or gristle. I'm not sure if I just got a good batch, but we also noticed the high quality of the chicken with the Chiangmai dinner and the ginger chicken. It was one of those little successes that make a place special. A side of Thai-styled fried rice with chicken ($8.75) featured egg, onion, peas and carrots. Thai fried rice is cooked in a fish sauce, so it had a slightly different taste than traditional Chinese fried rice. The dessert menu is unchanged. Banana fried in a coconut batter with vanilla ice cream ($4.50) and cold mango slices with sweet rice ($4.50) were a refreshing end to the meal. The total, with an extra entree, was $85.12 before tip. Despite the new owner, Tas's Thai Pepper doesn't seem much different. But that's not a bad thing. Kiatkaiwansiri's new dishes suggest that as his small changes continue, the restaurant will remain a fine dining stop. Contact the Omaha World-Herald newsroom Copyright ©2007 Omaha World-Herald®. All rights reserved. This material may not be published, broadcast, rewritten, displayed or distributed for any purpose without permission from the Omaha World-Herald. July 07 สองพี่น้องที่มา นสพ เดลินิวส์ออนไลน์
April 14 about love..."For a relation to stay alive, love alone is not enough. Without imagination , love stales into sentiment, duty and boredom. Relationship fail not because we have stopped loving but because we first stopped imagining. Only you know the correct answers"
From my best friend: Niran Niranoot April 10 Chinese NameChinese Names - Annie Wan (Anyone) Caller: Hello, can I speak to Annie Wan (anyone)? Operator : Yes, you can speak to me. Caller: No, I want to speak to Annie Wan (anyone)! Operator: You are talking to someone! Who is this? Caller: I'm Sam Wan (Someone). And I need to talk to Annie Wan (anyone)! It's urgent. Operator: I know you are someone and you want to talk to anyone! But what's this urgent matter about? Caller: Well... just tell my sister Annie Wan (anyone) that our brother Noel Wan (no one)?as involved in an accident. Noel Wan (no one) got injured and now Noel Wan (no one) is being sent to the hospital. Right now, Avery Wan (everyone) is on his way to the hospital. Operator: Look if no one was injured and no one was sent to the hospital, then the accident isn't an urgent matter! You may find this hilarious but I don't have time for this! Caller: You are so rude! Who are you? Operator: I'm Saw Lee (Sorry). Caller: Yes! You should be sorry. Now give me your name!! March 18 Lesson of LifeThere was a man who had four sons. He wanted his sons to learn not to judge things too quickly. So he sent them each on a quest, in turn, to go and look at a pear tree that was a great distance away.
The first son went in the winter, the second in the spring, the third in summer, and the youngest son in the fall. When they had all gone and come back, he called them together to describe what they had seen. The first son said that the tree was ugly, bent, and twisted.
The second son said no it was covered with green buds and full of promise. The third son disagreed; he said it was laden with blossoms that smelled so sweet and looked so beautiful, it was the most graceful thing he had ever seen. The last son disagreed with all of them; he said it was ripe and drooping with fruit, full of life and fulfillment. The man then explained to his sons that they were all right, because they had each seen but only one season in the tree's life. He told them that you cannot judge a tree, or a person, by only one season, and that the essence of who they are and the pleasure, joy, and love that come from that life can only be measured at the end, when all the seasons are up. If you give up when it's winter, you will miss the promise of your spring, the beauty of your summer, fulfillment of your fall. Moral: Don't let the pain of one season destroy the joy of all the rest. Don't judge life by one difficult season. Persevere through the difficult patches and better times are sure to come March 14 จากโอมาฮ่า...เซ็นหลุย...อินเดียน่าโปลิศ...ถึงชิคาโก้วินเทอร์เบรคผ่านไปไวเหมือนโกหก ตานี้ก็ต้องมาต้องมาตั้งหน้าตั้งตาเริ่มใหม่กับเทอมใหม่ สปริงนี้ก็เป็นเทอมสุดท้ายแล้วที่ลุงจะจบโทเสียที เหลือแค่อีก 2 ตัวเลยต้องฟิตหน่อย หลังจากไปเต็มออกซิเจนมา 1 อาทิตย์ เพิ่งได้โอกาสอัพบล็อกซะหน่อย ก่อนที่จะดองต่อไปอีก หุหุ กลับมาจากเที่ยวได้อาทิตย์นึงแล้วนี่นา ทริปนี้ประทับใจมากเพราะได้เจอเพื่อนคนไทยนิสัยดี น่ารักๆ ตั้งหลายคน อย่างว่าหละ มีกันอยู่แค่นี้ก็ต้องรักกันไว้ให้มากๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้นที่เซ็นหลุยล์ แค่ไปเที่ยวเฉยๆ ไคลแม็กของทริปนี้อยู่ที่อินเดียน่าโปลิศ เป้าหมายหลักอยู่ที่หมอหลินผู้น่ารัก แต่แฝงไปด้วยความติงต๊องแบบเนียนๆ ฉายาองค์หญิงเหม่งเอ๋อของชาวบล็อก แต่หารู้ไม่นอกจากการต้อนรับอย่างแขกวีไอพีของหมอแล้ว ยังมีผู้ที่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์คุณภาพอย่าง หมอเกตุสุดห้าวแต่จริงใจ คุณหมอหนิงพูดน้อยแต่เหน็บคันๆ น้องต๊อบตากล้องกิตติมศักดิ์(ของหมอหลินเขา) น้องแอ๊ดเจ็ตลีฉายาตัวหล่อ น้องโมกะแดดดี๊กะมามี๊ อ้อ แล้วก็แอนทีเออีกคน คนนี้ถ้าไม่กล่าวถึงมีเคือง หุหุ
ลุงทัศขอขอบพระคุณสำหรับขนมจีนแกงเขียวหวานปลากราย ยำหมูยอที่อร่อยที่สุดในอินเดียน่าโปลิศ ชาเย็น จากหมอเกตุกะหมอหนิงมา ณ ที่นี้ด้วย และถือโอกาสแสดงความยินดีกะว่าที่ด็อกเตอร์อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าด้วยนะครับ หวังว่าจะเอาความรู้ที่เรียนจากที่นี่ไปถ่ายทอดให้น้องๆ พี่ๆ ที่เมืองไทยเพื่อพัฒนาบ้านเมืองและบุคคลากรที่เรามีอยู่อย่างจำกัดให้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ดีใจด้วยอีกครั้งที่จะได้กลับไปใช้ทุนหัวยุ่ง อิอิ อันนี้ล้อเล่นนะครับ ขอบใจน้องต๊อบกะน้องแอ๊ดที่มาบดบังความหล่อของลุงจนหมดสิ้น อุตส่าห์หวังลึกๆ ว่าจะอยู่ในวงล้อมของสาวๆ สวยๆ เพียงแต่ผู้เดียว แต่ต้องฝันสลาย อิอิ ขอบคุณหมอหลินอีกครั้งที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นกรุณาศึกษาเส้นทางการจราจรให้ดีกว่านี้นะครับ เรานี้อุตส่าห์หวังพึ่ง กลับตอบกลับมาได้ว่าหนูม่ายรู้ หนูเองก็หลงทุกวัน ไม่รู่ป่านนี้น้ำมูกหยุดไหลหรือยัง คนไรอึดชะมัด ยอมทนหนาวเพื่อที่จะได้ถ่ายรูป เฮ้อนับถือเจรงๆ เล๊ย มีการขู่เราว่าถ้าเอารูปที่ติงต๊องๆ มาลงจะงดจ่ายเงินภาษีเข้าหลวง และให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟรี เฮ้อ อันนี้มาได้งัยนี่ เอาเป็นว่าลุงไม่เอารูปหมอหลินรูปนั้นมาลงละกัน เด่วโดนอัดน่วม
จากอินเดียน่าโปลิศก็ไปสู่ชิคาโก้ ขอบใจน้องหญิงที่น่ารักมากเลยนะ ที่อุตส่าห์พาเที่ยวจนตัวเองเป็นหวัด เอาไว้ไปเบิกค่ายากะป้าเอเอาเองนะหนู อิอิ พูดถึงถ้าใครไปชิคาโกก็อย่าลืมไปอุตหนุนอาหารไทยที่ร้านTac Quick Thai Kitchen 3930 N. Sheridan Rd Tel(773)327-5253 ร้านนี้รับประกันความอร่อย February 24 เพื่อนเกลอ 3 คนชายคนหนึ่งมีเพื่อนเกลออยู่ 3 คน
เกลอคนที่ 1 เขารักมาก ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเกลอคนนี้ เกลอคนที่ 2 เขารักรองลงมาจากคนแรก เกลอคนที่ 3 เขาไม่สนใจ และไม่เคยทำอะไรเพื่อเกลอผู้นี้เลย ต่อมาในไม่ช้า เขาก็ได้ตายลง ความที่จิตเขาผูกพันอยู่กับเกลอคนที่หนึ่ง เขาจึงไปหา แต่เกลอคนนี้ไม่ไยดีเขาเลย เขาพูดด้วยก็ไม่ยอมเจรจาตอบ เขารู้สึกเสียใจมาก และนึกเสียดายว่า ขณะที่มีชีวิตอยู่ เขาไม่ควรทุ่มเทเพื่อเกลอคนนี้ จากนั้นเขาจึงไปหาเกลอคนที่ 2 เกลอผู้นี้ดีกว่าเกลอคนแรกตรงที่ตามไปส่งเมื่อเขาเดินทางไปปรโลก แต่ส่งเพียงครึ่งทางก็กลับ คงมีแต่เกลอคนที่ 3 เท่านั้นที่ติดตามเขา และร่วมเดินทางไปกับเขาตลอดเส้นทาง ไม่เคยทอดทิ้งเขาแม้แต่เพียงอึดใจเดียว หลังอ่านจบแล้วขอถามนะว่า รู้ไหมว่า เกลอคนที่ 1, 2 และ 3 เป็นใครกันบ้าง เกลอคนที่ 1 คือ ทรัพย์สมบัติ เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่ เราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา แต่พอเราตาย มันกลับไม่ไปกับเรา แถมเราพูดด้วย มันก็ไม่พูดกับเรา เกลอคนที่ 2 คือ ลูกเมีย ญาติพี่น้อง เพราะพอเราตาย เขาก็ทำบุญให้เรา ทำศพให้ แปลว่าเขาไปส่งเราแค่ครึ่งทาง เกลอคนสุดท้าย คือ บุญกับบาป เมื่อเราตายไป เราไม่สามารถเอาอะไรไปด้วยได้ ยกเว้นเพียงแต่บุญกับบาปเท่านั้นที่ติดตามเราไป เพราะฉะนั้น เราต้องเอาใจใส่เกลอคนที่ 3 ให้มาก โดยเฉพาะคนที่ชื่อ นายบุญ ส่วนนายบาป เราต้องหนีให้ไกล อย่าได้เอาไปเป็นเพื่อนร่วมทางโดยเด็ดขาด จำไว้ว่า ใครที่มัวหลงใหลเอาใจแต่เกลอคนที่ 1 จึงเป็นคนโง่ หลังอ่านจบแล้วได้แง่คิดอะไรบ้างไหม?
ที่มา นสพ ไทยรัฐ February 05 กรุ้ปเลือดบอกนิสัย
January 01 สคส. พระราชทาน
เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่แก่ปวงชนชาวไทยความว่า บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความ ปรารถนาดีมาอวยพรแก่ทุกๆคน ให้มีความสุข ความเจริญ และความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา ความปรารถนาของแต่ละคนคงไม่แตกต่างกันนัก คือ ปรารถนาสุขกายสบายใจ ความสมบูรณ์ด้วยพลานามัย ด้วยทรัพย์ ด้วยเกียรติยศ พร้อมทั้งความสงบร่มเย็น พูดถึงความสงบร่มเย็น อาจแยกได้เป็นสองส่วน คือความสงบภายนอก กับความสงบภายใน ภายนอกได้แก่ความเป็นอยู่และสภาวะแวดล้อมที่เป็นปกติ ไม่มีภัยอันตรายหรือความยุ่งยากเดือดร้อน เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือการขัดแย้ง มุ่งร้ายทำลายกัน ภายในได้แก่จิตใจที่สะอาดแจ่มใส ไม่มี กังวล ไม่มีความขุ่นเคืองขัดข้อง จิตใจที่สะอาดและสงบนี้สำคัญมาก เพราะทำให้บุคคลมีสติรู้ตัว มีวิจารณญาณเที่ยงตรงถูกต้อง สามารถคิดอ่านสร้างสรรค์ สิ่งที่จะอำนวยความประโยชน์สุข ความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนชื่อเสียงเกียรติคุณ อันเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องการให้สัมฤทธิผลได้ ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านทั้งหลายพยายามทำความคิดจิตใจให้สงบแจ่มใส ทำความเข้าใจอันดีในกันและกันให้เกิดขึ้น ผู้ที่ทำประโยชน์เกื้อกูลกัน ก็ควรแสดงไมตรีตอบขอบใจกันด้วยความรักความหวังดี ทุกคนทุกฝ่ายจะได้สามารถร่วมมือ ร่วมความคิดกัน ปฏิบัติงานของตน ของชาติ ให้ดำเนินก้าวหน้าไปโดยราบรื่นและมั่นคง บรรลุถึงจุดประสงค์ตามที่มุ่งหมาย ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวไทยเคารพบูชา จงอภิบาลรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขสมบูรณ์และความสำเร็จสมหวัง ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน ในโอกาสเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ส.ค.ส.ปีพุทธศักราช 2549 แก่พสกนิกรชาวไทยด้วย โดย ส.ค.ส.พระราชทานของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวในปีพุทธศักราช 2549 นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์สีเขียว มีภาพปักรูปคุณทองแดงที่กระเป๋าซ้าย ทรงฉายคู่กับคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง ด้านล่างของ ส.ค.ส.มีข้อความเป็นตัวหนังสือสีน้ำตาลขอบเหลือง ว่า ขอจงมีความสุข ความเจริญ Happy New Year และมีตัวเลขสีแดง 2005 12 07 16:44 ส่วนที่มุมบนด้านซ้าย เป็นตัวหนังสือสีเหลืองสลับส้ม ข้อความว่า ส.ค.ส. พ.ศ. 2549 สวัสดีปีใหม่ ที่มุมบนด้านขวามีตราสัญลักษณ์ 2 ตราเรียงกันลงมา ที่ใต้เส้นสีส้มสลับเหลือง ด้านซ้ายมีตัวหนังสือสีแดง ข้อความ ก.ส. 9 ปรุง 27 21 49 ธ.ค.48 ที่ด้านขวามีข้อความ พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร ผู้พิมพ์โฆษณา Printed at the Suvrannachad, D. Brahmaputra, Publisher กรอบของ ส.ค.ส. พระราชทานฉบับนี้ เป็นภาพหน้าคนเล็กๆเรียงกันด้านละ 3 แถว รวม 696 หน้า ทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม ที่มา นสพ ไทยรัฐ (ออนไลน์) ปีที่ 57 ฉบับที่ 17512 วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม 2549 December 29 Say Happy New Year to People Around the WorldBest Wish For You All. Have a Happy New Year and Many More...
December 11 คุณเกิดวันที่เท่าไรDecember 01 คุยกันภาษาพ่อลูกพ่อลูกคู่หนึ่ง ยืนสนทนากันอยู่ ตัวลูกกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น จึงมีคำถามเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์มาถามพ่อ ลูก - พ่อครับการมีเพศสัมพันธ์ทำให้มีความรู้สึกยังไงครับ พ่อ - ก็มันเหมือนกับการที่เอ็งเอานิ้วเอ็งไปแคะขี้มูกในจมูกเอ็งนั่นแหละ ลูก - แล้วทำไมเวลามีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงถึงร้องครวญครางมากกว่าผู้ชายครับ พ่อ - อ้าวก็เวลาเอ็งแคะขึ้มูก เอ็งรู้สึกว่านิ้วของเอ็งดีขึ้นหรือจมูกดีขึ้น ลูก - ในเมื่อผู้หญิงรู้สึกดีขึ้น ทำไมผู้หญิงเกลียดการข่มขืนละ พ่อ - มันไม่เหมือนกัน ถ้าเอ็งเดินอยู่ แล้วมีคนวิ่งเอานิ้วมาทิ่มจมูกเอ็งนะ เอ็งจะชกเขามั้ย ลูก - แล้วทำไมผู้หญิงไม่ชอบมีเพศสัมพันธ์ระหว่างมีประจำเดือน พ่อ - แล้วถ้าจมูกเอ็งเลือดไหลอยู่เอ็งจะแคะขึ้มูกมั้ย... ลูก - ทำไมผู้ชายถึงไม่ชอบใส่ถุงยางอนามัยเวลามีเพสัมพันธ์ พ่อ - ก็ถ้าพ่อบังคับเอ็งใส่ถุงมือแคะขี้มูก เอ็งจะรู้สึกยังไง ลูก - คำถามสุดท้ายครับพ่อ ผู้หญิงทำไมชอบบรรยากาศเงียบๆ สลัวๆ ก่อนระเริ่มมีเพศสัมพันธ์ พ่! อ - อ้าว ถ้าพ่อให้เอ็งไปแคะขี้มูกหน้าชั้นเรียน เอ็งจะทำได้มั้ย.. โธ่ลูกพ่อเอ๊ย... "เยัๆ พ่อเก่งจังเลยครับ" :):):) November 17 ห่อหมกฟักทองสวัสดีหลานๆ ลุงเพิ่งจะสอบเสร็จเมื่อวาน เลยไม่ค่อยมีเวลาไปเยื่ยมเยียน ได้พักเบรค สองสัปดาห์ อากาศก็ดันไม่ค่อยดีซะนี่ ตอนนี้หนาวแล้ว หิมะเพิ่งตกลงมาเมื่อสองวันก่อน ป่านนี้ยังละลายไม่หมด เพราะแดดไม่ค่อยออก ไปไหนมาไหนมันก็เลยหนาวจับขั้วหัวใจเหี่ยวๆ ของลุงหนุ่มใจดีอย่างเรา อากาศอย่างนี้นึกถึงชายทะเลบ้านเราจริงๆ มีใครได้ไปเที่ยวทะเลภาคใต้บ้างล่าสุด ไหนลองมาเล่าสู่กันฟังหน่อยซิ ได้เวลาเอาเมนูอาหารมาลงให้ลองทำกินดูแล้ว หลังจากติดเอาไว้นาน เมนูนี้ชื่อว่า "ห่อหมกกุ้งฟักทอง" เป็นเมนูที่ทำง่ายๆ ใช้เครื่องปรุงไม่กี่อย่างเอง ห่อหมกกุ้งฟักทอง ส่วนประกอบและเครื่องปรุง 1. เนื้อปลาบดละเอียด 1 ถ้วย 2. กุ้งลอกเปลือกออกแล้ว 9 ตัว 3. ฟักทองล้างสะอาดคว้านเอาเมล็ดข้างในออกแล้ว 4. หัวกระทิ 2 ถ้วย 5. ไข่ไก่ 2 ฟอง 6. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ 7. พริกแกงแดง 3 ข้อนโต๊ะ 8. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ 9. ใบมะกรูดซอย 10. พริกขี้หนู ขั้นตอนการทำ เอากระทิกับพริกแกงมาเคล้าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่เนื้อปลา ไข่ไก่ น้ำปลา แล้วคลุกเคล้าต่อให้เป็นเนื้อเดียวกัน แนะนำให้ใช้เครื่องปั่นสำหรับทำอาหารถ้ามีจะประหยัดเวลา และอาหารจะเข้าเป็นเนื้อเดียวกันได้ดี พอเข้ากันได้ดีแล้วก็เอาไปเทใส่ในฟักทองที่เตรียมเอาไว้ เอากุ้งที่เตรียมไว้วางลงไปในฟักทอง และเอาไปนึ่ง พอสุกแล้วก็แป้งข้าวโพดหรือแป้งมันก็ได้ละลายกับกระทิ 2 ช้อนโต๊ะ ราดข้างบน เอาใบมะกรูดซอยกันพริกขี้หนูวางข้างบน นึ่งต่ออีกประมาณ 1-2 นาที แค่นี้ก็จะได้กินหม่อหมกกุ้งฟักทองกันแล้วง่ายไหม เครื่องปรุงไม่กี่อย่างก็ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ เคล็ด(ไม่)ลับ แหมถ้าไม่บอกเคล็ดลับตรงนี้อาจจะมีคนเอาห่อหมกที่ทำมาขว้างหัวลุงเอาได้ เทคนิกก็คือต้องนึ่งฟักทองให้สุกนิดๆ ก่อนเอาห่อหมกไปใส่เพราะความร้อนภายในฟักทองจะทำให้ห่อหมกสุกเร็วขึ้น ถ้าไม่นึ่งก่อนห่อหมกของเราอาจจะไม่สุกเลยก็ได้ อิอิ เอาหละลองเอาไปทำกินกันดู ถ้าคนชอบแกะสลักก็สลักลวดลายลงไปบนฟักทอง มันก็จะดูสวยงามน่ากินขึ้น อย่างว่าหัวใจหลักของอาหารคือ presentation and taste November 13 น่ากินไหมสวัสดีจ้าหลานๆ กะว่าจะอัพบล็อกหลังจากสอบเสร็จ พอดีเพื่อนส่งเมล์มาให้ เห็นน่ารักดี เลยอดที่จะเอามาแป่งปันกันชมไม่ได้ เขาบอกว่ามันทำมาจากอัลมอนด์ ลุงว่ามันน่ารักมากกว่าน่ากินนะ Marzipan Babies Thought you'd be as fascinated with these as I was. These are made with marzipan....really unbelievable! Every detail is amazing; look so real. Be blessed and enjoy the talent given one person by God. Definition of Marzipan Almond Paste: a sweet paste made of ground almonds and sugar, often with egg whites or yolks, used as a layer in cakes or molded into ornamental shapes November 09 คุณเป็นคนเจ้าชู้รึปล่าววันนี้ลุงมีแบบทดสอบความเจ้าชู้มาฝาก ลองทำดูละกัน ว่าตรงกับเรารึปล่าว อย่าลืมทิ้งคำตอบให้ด้วยล่ะ ฮะแฮ่ม ซื่อสัตย์ นะซื่อสัตย์
แบบทดสอบวัดความเจ้าชู้
Q1:ดึกแล้วแต่คุณยังมีความสุขอยู่ในงานปาร์ตี้พร้อมกับเพื่อนต่างเพศของคุณแต่ถ้าหากคุณไม่กลับบ้านตอนนี้คุณจะต้องพลาดรถเที่ยวสุดท้ายของคืนในสถานการณ์นี้คุณจะ ...
ก. ไม่สนใจ ... ปาร์ตี้กันต่อ (ไป Q 2)
ข. ขอให้เพื่อนคุณคนนั้นไปส่งคุณที่บ้าน (ไป Q 3) ค. บอกราตรีสวัสดิ์กับเค้าซะ แล้วรีบไปขึ้นรถกลับบ้าน(ไป Q 4) Q2:ในขณะที่คุณกำลังรับประทานอาหารอยู่กับเพื่อนต่างเพศของคุณแล้วคุณเห็นว่าอาหารจานที่เค้าสั่งนั้นช่างน่ากินเหลือเกินคุณจะขอเค้าชิมอาหารจานนั้นหรือไม่
ก. ขอชิมสิ (ไป Q5)
ข. ไม่มีวัน (ไป Q 6) Q 3:ในขณะที่คุณกำลังเดินช้อปปิ้งอยู่บังเอิญไปเห็นของชิ้นหนึ่งสะดุดตาสะดุดใจคุณมากแต่คุณไม่ได้ตั้งใจมาเพื่อที่จะซื้อมัน คุณจะ...
ก. ยักไหล่ทีหนึ่งแล้วคิดซะว่าลืมมันซะเถอะ (ไป Q7)
ข. ตัดสินใจซื้อในทันที รูดบัตรซะ (ไป Q 6) Q 4:คุณได้รับข้อเสนองานใหม่ที่ให้เงินเดือนมากกว่าบริษัทที่คุณทำอยู่ตอนนี้คุณจะ ...
ก. เจ้านายปัจจุบันสามารถดูแลตัวเองได้แล้วลาออกไปก็ไม่เป็นไรหรอกรีบตกลงรับข้อเสนอใหม่ทันที (ไป Q 8)
ข. เจ้านายปัจจุบันดูแลคุณดีมากอยู่แล้วเลือกอยู่ต่อทำที่เก่า (ไป Q 7) Q5:คุณคิดอย่างไรต่อกฎและระเบียบของโรงเรียน
ก. ไม่มีวันที่จะทำตาม (ไป Q 9)
ข. ดูว่ามีช่องโหวตรงไหนที่จะเล็ดลอดทำได้และลักลอบทำเลย(ไป Q 10) ค. ทำตามกฏระเบียบอย่างเคร่งครัด (ไป Q12) Q 6:หากจู่ๆ ก็มีเพศตรงข้ามมาบอกรักคุณ คุณจะ ...
ก. ยิ้มและคิดในใจว่าเรานี่เสน่ห์แรงไม่เบาเลย (ไป Q9)
ข. ปฏิเสธคนที่มาบอกรักคุณ และวางตัวห่างๆ (ไป Q10) ค. ไม่ตอบว่าอะไรแล้ววิ่งหนีหายไปเลย (ไป Q 12) Q 7:ขณะที่คุณไปเยี่ยมแฟนคุณที่บ้านและเมื่อเข้าไปในห้องนอนของแฟนคุณ คุณก็พบรูปคู่แฟนคุณกับแฟนเก่าตั้งอยู่ คุณจะ...
ก. เห็นแล้วก็แล้วไป ลืมๆมันซะเถอะ มันเป็นอดีตไปแล้ว (ไป Q 10)
ข. โกรธมาก และเดินออกจากห้องไปเลย (ไป Q 11) Q 8:หากว่าคุณจดเล็คเชอร์ด้วยลายมือไก่เขี่ยมากๆจนอ่านไม่ออกคุณจะลงมือมานั่งเขียนใหม่อีกครั้งหรือไม่
ก. ใช่ (ไป Q 12)
ข. ไม่ใช่ (ไป Q11) Q 9:เมื่อคุณนึกอยากใส่กางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้น คุณจะเลือกเสื้อท่อนบนเป็นเสื้อประเภทไหน
ก. เสื้อยืดรัดๆ (ไป Q13)
ข. เสื้อยืดหลวมๆ (ไป Q 14) Q 10:ในคณะทัวร์คณะหนึ่งที่คุณไปเที่ยวด้วย ไกด์คนหนึ่งบอกว่าอย่าไปเดินเล่นในบริเวณหนึ่งเพราะว่ามันอันตรายคุณคิดว่าคุณจะสงสัยจนกระทั่งทนไม่ไหวไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้นต้องไปให้ได้ใช่หรือไม่
ก. ใช่ (ไป Q 13)
ข. ไม่ใช่ (ไป Q 14) Q 11:คุณเคยเดินจูงมือกับเพื่อนคุณบ้างหรือเปล่า
ก. เคย (ไป Q 15)
ข. ไม่เคย (ไป Q 16) Q12:เมื่อคุณไปว่ายน้ำและได้ใส่ชุดว่ายน้ำที่เพิ่งจะซื้อมาใหม่เป็นครั้งแรกเคยบ้างไหมที่รู้สึกว่าตัวเองดึงดูดจนมีสายตาหลายคู่จ้องมองคุณอยู่และรู้สึกว่าตัวเองแจ๋วเลย ตอนเดินข้างๆสระ
ก. เคย (ไป Q14)
ข. ไม่เคย (ไป Q 16) Q 13:คุณเป็นคนประเภทด่วนตัดสินเกินไปหรือเปล่าแสดงออกในทันทีหรือตัดสินใจพูดหรือกระทำอะไรอย่างเร็วเกินไปโดยยังมิได้ไตร่ตรองดูให้รอบคอบก่อน
ก. ใช่ (คุณเป็นคนประเภท A)
ข. ไม่ใช่ (ไป Q 14) Q 14:คุณยังคงรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับแฟนเก่าของคุณหรือไม่
ก. ใช่ (คุณเป็นคนประเภท B)
ข. ไม่ใช่ (ไป Q 15) Q 15:เมื่อคุณจะไปเที่ยวที่ไหนๆแล้วต้องทำการจัดกระเป๋าเดินทางคุณเคยรู้สึกหรือไม่ว่าสุดท้ายกลายเป็นว่าคุณมักเอาของไปมากเกินจำเป็น
ก. ใช่ (ไป Q 16)
ข. ไม่ใช่ (คุณเป็นคนประเภท C) Q16:คุณรังเกียจที่จะใช้แก้วร่วมกับผู้อื่นหรือไม่
ก. รังเกียจ (คุณเป็นคนประเภท D)
ข. ไม่รังเกียจ (คุณเป็นคนประเภท C) มา Check % ความเจ้าชู้กันเถอะ
คนประเภท A --- 90% เจ้าชู้
คุณเป็นคนที่ตกหลุมรักใครง่ายหลายๆครั้งที่คุณนั่นแหละเอาตัวเข้าไปพัวพันกับสัมพันธภาพแบบ”รักสามเส้า” โธ่ถัง !!! ประกอบรวมๆกับความจริงที่ไม่ตายที่ว่าคุณไม่ยอมที่จะผูกมัดตัวเองเอาไว้กับหุ้นส่วนของคุณคุณมีความสุขมากกว่าที่จะมีผู้ที่เหมาะสมกับคุณหลายๆคนพูดง่ายๆก็คือคุณยังห่างจากคนที่มีศรัทธาในรักมากนัก คนประเภท B --- 70% เจ้าชู้
ฮา ฮา ไม่อยากจะบอกเลยว่าคุณเป็นคนเจ้าชู้กลายๆโดยธรรมชาติคุณมีความสุขจริงๆกับการที่ถูกเอาใจและดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจนกระทั่งมีบ่อยที่ดูเหมือนคุณจะเหยียบเรือ 2 แคมแต่ว่า !!!เพราะความที่คุณเป็นคนที่ Sensitive มากๆ กับความรู้สึกต่อคนรักของคุณคุณจึงพยายามที่จะดึงๆ รั้งๆความรู้สึกและความประพฤติของคุณเอาไว้บ้าง คนประเภท C --- 40%เจ้าชู้
คุณเป็นคนขี้อายโดยธรรมชาติเลยหละและมีกลุ่มเพื่อนเฉพาะวนเวียนอยู่ในสังคมของคุณนิสัยแบบนี้ของคุณนี่แหละที่ทำให้ตัวคุณนั้นยากที่จะไปตกอยู่ในสถานการณ์รักสามเส้าเหมือนคนอื่นๆ น้า ... โชคดีไป คนประเภท D--- 0% เจ้าชู้ ว้าว คุณนี่ช่างเป็นคนที่มีศีลธรรมในใจที่สูงส่งมากใครก็ตามที่ได้หัวใจคุณไปครองหรือเป็นคู่ที่คุณเลือกแล้วละก้อช่างโชคดีซะเหลือเกินจริงๆแต่อีกทางหนึ่งพึ่งระวังไว้และภาวนาให้คนที่คุณรักนั้นไม่ได้เป็นคนประเภทอื่นๆข้างต้นนี่เลยยยย ... ม่ายง้านคงวุ่นหัวใจเหมือนกันเน้อ November 03 You gotta see thisวันนี้ลุงมุขแป้ก ไม่รู้จาเอาอะไรมาอัพ เอาเป็นว่าเอา คลิ้บวิดีโอเจ๋งๆ เอามาให้หลานๆ ดูกันละกัน ขอบอกว่ามันส์พะย่ะค่ะ อย่าลืมเปิดเสียงด้วยนะ ถ้าเจ้านายอยู่ข้างก็อย่าเพิ่งเปิดนะ เด๋วเจ้านายจะแอบยิ้ม เอาไว้ตอนเบรกค่อยเปิด มีรูปเอามาให้ดูเป็นไตเติ้ลละกัน จะได้ไม่ต้องเดา หาว่าลุงเอาอะไรมาหรอกให้คลิ้กอีก มองซ้าย เอ้ามองขวา มองข้างหน้า เอ้ามองข้างหลัง แฮ่ๆๆๆ ปรอดโปร่ง คลิ้กข้างล่างเลยนะ Click here >>>Rock n Roll October 30 หมายเหตุจากลุงทัศ ลุงดีใจที่หลานๆ ส่วนใหญ่ยึดถือความถูกต้องเป็นที่ตั้ง แม้ว่าจะมีบางคนที่ผ่าเหล่าเลือกเอาข้อ 3 มีให้เลือกแค่ 2 ข้อนะหนู เอาเป็นว่ากระทู้หน้าจะเพิ่มให้อีกข้อละกัน
ลุงเองก็เลือกข้อ 1 เหมือนหลานๆ น่ะ เพราะลุงเชื่อว่าความลับไม่มีในโลกนี้ บางทีเค้าอาจจะพยายามปกปิดเราเพื่อให้เราสบายใจ แต่ในที่สุดเราก็ต้องรู้อยู่วันยันค่ำ รู้เร็วก็มีเวลาในการเตรียมตัวเตรียมใจ หรือปรับกระบวนยุทธในการรับมือกับปัญหาได้เร็วขึ้น ดีกว่ามารู้เมื่อสายจริงไหมหลาน
ท้ายสุดขอชื่นชมคนที่เลือกที่จะอยู่กับความจริงใจ โลกเราทุกวันนี้กำลังต้องการความจริงใจแก่กันและกันมากขึ้น ยังดีที่ไม่มีใครเลือกข้อ 2 บางห้วงหนึ่งของอารมณ์ลุงก็คิดเลือกข้อ 2 นะ (บางทีคนอาจจะเหม็นขี้หน้าที่เราพูดแต่ความจริง) แต่มันขัดกับความเป็นตัวตนของลุง เพราะลุงชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องสืบเสาะค้นหาอะไรกันมากมาย ความจริงใจที่มนุษย์มีให้แก่กันและกันน่ะสำคัญที่สุด ไม่ว่าความสัมพันธ์ของเขาเหล่านั้นจะเป็นแบบไหน เพื่อน แฟน คนรัก หรือคนเคยรัก .... October 27 อยากได้คนรักแบบไหนเอ้า ไหนช่วยออกความเห็นหน่อยว่าอยากได้แฟนแบบไหน?
1.พูดจาตรงไปตรงมาไม่ยอมโกหกแม้ว่าเรารู้แล้วเราจะโกรธสุดๆ
2.ชอบพูดโกหกเอาตัวรอดโดยที่เราเชื่อสนิท แล้วเราก็เลยสบายใจ
คำถามง่ายๆ แต่ขอให้ช่วยตอบแบบจริงใจ เอาแบบโดนๆ เลยนะ October 20 เด็กหน้าแก่ลุงรู้สึกเห็นใจสาวๆที่ต้องคอยดูแลรักษาผิวหน้าไม่ให้เหี่ยวย่นเกินวัย ต้องเสียเงินมากมายเพื่อที่จะดูแลรักษาหน้าให้ดูอ่อนกว่าวัยเสมอ ทำอย่างไรได้ก็อยากสวยกันทั้งนั้นนี่นา ใครที่หน้าตาอ่อนเยาว์โดยกำเนิดก็โชคดีหน่อย วันก่อนเห็นข่าวเกี่ยวกับเด็กอายุแค่ 10 เดือนชื่อน้องฟาง โชคร้ายเกิดมาหน้าแก่เหมือนผู้ใหญ่อายุ 60 ปี ลุงต้องขอขอบคุณโรงพยาบาลรามาธิปดีที่นำน้องฟางมารักษายังงัยก็ขอให้หายเร็วๆ ละกันนะน้องฟาง หันมาที่ต่างประเทศกันบ้างล่าสุดมีรายงานการพบเด็กหน้าแก่อีกรายซึ่งเป็นที่ฮือฮาสำหรับแพทย์ที่ทำคลอดมาก แต่ไม่มีรายงานว่าเด็กคนนี้เกิดที่รัฐไหน ดูภาพเอาเองละกัน ลุงว่าแก่กว่าน้องฟางอีกนะเนี่ย สาวๆที่คิดว่าตนเองหน้าดูแก่กว่าวัยก็ไม่ต้องเสียใจนะ เพราะยังมีคนที่น่าสงสารกว่าเราอีกแยะ เฮ้อ October 16 IQ Test (Answer)Hey boys and girls, I just got the answer for your guys. You all have a wonderful week October 13 IQ testเฮ้อ มีเด็กส่งข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศไอแลนด์มาให้ลุงช่วยทำ แต่ลุงคิดยังงัยก็คิดไม่ออก หลานๆ ช่วยลุงคิดหน่อยสิ อีก 2-3 จะมีเฉลยออกมาให้ดูนะ October 11 จดหมายถึงต้นข่อยจดหมายถึงต้นข่อยกลางทุ่ง ถึงต้นข่อยเพื่อนยาก เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่แกกับข้าไม่ได้เจอกัน หลังจากที่หมู่บ้านเราต้องเผชิญกับภัยแล้งอย่างแสนสาหัส ตัวข้าเองก็ต้องไปกู้เงินจากเถ้าแก่เส็งเจ้าของโรงสีเพื่อที่จะเดินทางมาขายแรงงานที่เมืองนอก ตอนนี้ข้าเหนื่อยล้าเหลือกำลังว่ะ ข้าต้องทำงานตั้งแต่เช้าจดค่ำไม่เคยมีวันหยุดพักผ่อน อย่างว่าหละข้ายังมีภาระส่งเสียลูกๆ ของข้าให้เรียนต่อให้สูง อย่างน้อยต้องดีกว่าพ่อมันที่มีปัญญาเรียนแค่ ป4 เว่าแต่เอ็งจำไอ้พีทลูกกำนันแดงที่มันเรียนจบจากเมืองนอกได้หรือปล่าวล่ะ เอ็งคงสงสัยว่ากำนันมีลูกชื่อพีทด้วยหรอ หรือว่าป็นลูกเมียน้อย เอ็งไม่ต้องสงสัยหรอก ก็ไอ้เปี้ยกลูกชายแม่ศรีเมียคนเดียวของกำนันน่ะหละ มันอยากมีชื่อเป็นฝรั่ง เพื่อนมันเลยตั้งชื่อฝรั่งให้สมใจมัน วันที่มันเล่าให้เอ็งกะข้าฟังว่าที่เมืองนอกมีต้นเมโป้ง เมเปิ้ลอะไรนั่นหละ ที่มันบอกว่าเป็นต้นไม้ของพระเจ้ามีใบสีแดงๆ ส้มๆ น่ะ แล้วมันก็เอาเอ็งไปเปรียบเทียบกับต้นเมเปิ้ลจนทำให้เอ็งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เอ็งต้องมาคลุกคลีกับ วัวควายกลางทุ่งนา ตากแดดตากฝนทั้งปีทั้งชาติน่ะ อีตอนนั้นข้าไม่นึกภาพไม่ออกหรอกว่ามันเป็นยังงัย จนกระทั่งเมื่อตอนหัวค่ำข้าได้ไปเห็นเจ้าต้นเมเปิ้ลที่ไอ้พีท เอ๊ย ไอ้เปี๊ยกมันเล่าให้ฟังแล้วล่ะ เมื่อหัวค่ำตอนที่ข้าเดินกลับจากฟาร์มแอปเปิ้ลที่ข้าทำงานอยู่ บังเอิญไปพบกันเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก น่าเอ็นดูคนหนึ่งยืนร้องไห้ ท่ามกลางอากาศที่เย็นยะเยือกตอนปลายฤดูใบไม้ร่วง ข้าเห็นแล้วรู้สึกสงสารจับใจเลยว่ะ ข้าเดินเข้าไปถามเด็กน้อยคนนั้นว่าทำไมมายืนร้องไห้คนเดียวอยู่ตรงนี้ เด็กน้อยยกมืออันบอบบางปาดที่ใบหน้าที่แฝงไปด้วยความเสียใจปนกับเสียงสะอื้นเป็นจังหวะ ข้าคุกเข่าลงพร้อมเอาเสื้อคลุมของข้าคลุมไปบนตัวเด็กน้อยคนนั้นเพื่อป้องกันลมหนาว เด็กน้อยมองหน้าเหมือนจะบอกว่าขอบคุณ ชี้นิ้วขึ้นไปข้างบนต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า "ใบเมเปิ้ลของหนูมันปลิวหายไปหมดแล้ว หายไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ คุณลุงช่วยตามหาให้หนูหน่อยสิ" ข้ามองที่แววตาอันบริสุทธิ์ที่เคล้าด้วยน้ำตาของหนูน้อยคนนั้นแล้วก็ชำเลียงไปที่เจ้าต้นเมเปิ้ลนั่น พร้อมคิดในใจว่าไอ้นี่เองหรอ เจ้าต้นเมเปิ้ลที่ไอ้เปี๊ยกมันว่าสวยนักสวยหนา มีแต่กิ่งแห้งๆ เท่านั้นเองหรอ เป็นไม่ได้แม้กระทั่งที่หลบแดดหลบฝน ในเวลาเดียวกัน พ่อแม่ของหนูด้วยก็ออกมากวักมือเรียกหนูน้อยคนนั้นกลับเข้าบ้าน หนูน้อยยื่นเสื้อคลุมคืนให้ ข้าพร้อมกล่าวคำขอบคุณ แล้ววิ่งหายเข้าไปในบ้าน ถึงตอนนี้เอ็งคงสงสัยล่ะสิ ว่าไอ้ต้นเมเปิ้ลกับใบที่หายไปมันเกี่ยวอะไรด้วย ข้าเพียงแคจะบอกให้เอ็งเลิกน้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดเป็นต้นข่อยกลางท้องนา อยู่ท่ามกลางกลิ่นโคลนสาบควาย อย่างน้อยเอ็งก็มีประโยชน์มากกว่าเจ้าต้นเมเปิ้ลแสนสวยอย่างที่ไอ้เปี๊ยกมันพูดถึง ข้ายังจำได้เวลาที่ข้าเดินกลับจากตัวอำเภอ ข้าก็ได้เอ็งนั่นหละ ที่เป็นที่หลบแดดเปรี้ยงๆ ตอนบ่ายแก่ๆ พวกลูกๆ ของข้าและเด็กในหมู่บ้านก็ได้เอ็งนี่หละเป็นที่หลบฝนตอนเดินกลับจากโรงเรียน แกเป็นที่ให้ไอ้ขวัญกับอีเรียมแอบมาพรอดรักกันจนมันทั้งคู่ดังไปทั้งประเทศ ว่าแต่จริงหรือปล่าวที่ตอนนี้อีเรียมมันกลายเป็นเมียน้อยผู้กำกับไปแล้ว เฮ้อ ข้าก็สงสารก็แต่ไอ้ขวัญนั่นดันไปได้นังประเทืองช่างแต่งหน้าประจำกองถ่ายมาช่วยดามอก ข้าละเศร้าจริงๆ เอ็งเห็นไหมว่าเอ็งมีประโยชน์ตั้งมากมายเทียบกับไอ้ต้นเมเปิ้ลนั่นน่ะ ที่แน่ๆ เอ็งก็เป็นที่รักของทุกคน ทั้งยังไม่เคยทำให้เด็กน้อยต้องเสียน้ำตาอีกด้วย เอ็งทำหน้าที่ของเอ็งสม่ำเสมอไม่ว่าฤดูกาลจะเปลี่ยนไป ข้าเองก็รู้สึกภูมิใจแทนเอ็งเหมือนกันนะไอ้เพื่อนยาก หวังว่าเมื่อเอ็งได้อ่านจดหมายของข้าฉบับนี้แล้วจะทำให้เอ็งเลิกน้อยเนื้อต่ำใจ เห็นคุณค่าของตัวเอง อย่าคิดว่าสิ่งที่มันสวยงามจะจีรังยั่งยืน จงภูมิใจที่เกิดมาเป็นต้นข่อยพันธ์แท้กลางทุ่งนา ตอนนี้ข้าก็เก็บเงินได้ก้อนใหญ่แล้ว คงเพียงพอที่จะส่งลูกๆ ข้าให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย และปลูกบ้านหลังใหม่แทนหลังเดิมที่เก่าจนซ่อมไม่ไหวแล้ว ข้าคงกลับบ้านไปทันช่วยงานบุญสงกรานตร์บ้านเรา คิดถึงเอ็งมาก ปล ส่งกำลังใจไปให้หนูน้อยคนนั้นได้ที่ หนูน้อยกับใบเมเปิ้ลอาจจะไม่ทำให้รวยเหมือนส่งฝาชาเหลือง ชาเขียวไปชิงโชค แต่กำลังใจก็สำคัญกว่ารางวัลใดๆ ไม่ใช่หรือ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|